หม้อข้าวหม้อแกงลิง..รู้จักหรือยัง

จำได้ว่าเมื่อครั้งเป็นเด็ก ไปเดินตลาดนัดวันเสาร์-อาทิตย์ ซึ่งสมัยก่อนยังขายกันอยู่ที่ท้องสนามหลวง ส่วนใหญ่เมื่อก่อนจะไปซื้อไก่มาเลี้ยง เนื่องจากที่ๆ บ้านยังกว้างขวางอยู่ ก็เห็นเจ้าต้นที่มีชื่อว่าหม้อข้าวหม้อแกงลิงนี่แหละ ตอนนั้นไม่สนใจ แต่ในใจก็คิดเสมอนะว่า เจ้าต้นไม้ต้นนี้สักวันเราจะต้องลองปลูกดูสักที และแล้วเวลาก็ผ่านไปหลายสิบปี จนกระทั่งตลาดนัดเดิมได้ย้ายมาตั้งที่สวนจตุจักร ผมก็มีโอกาสมาเดินตลาดนัดสวนจตุจักรในวันพุธ ซึ่งทุกๆ วันพุธและวันพฤหัสบดี ที่บริเวณทางเดินรอบๆ ตลาด พ่อค้าแม่ค้าจะนำต้นไม้มาขายกัน และที่นี่ผมได้รู้จักกับพี่เปี๊ยก เจ้าของชื่อหม้อไทยที่เรียกกันติดปากนักเลงหม้อทั่วไทย ซึ่งนั่นก็คือหม้อไวกิ้ง และหม้อไทเกอร์ นั่นเอง

และเมื่อเจอพี่เปี๊ยกแล้ว จะกลับมาบ้านมือเปล่าก็ใช่ที่ วันน้นเลยได้หม้อมา 2 ต้นครับ แต่ก่อนซื้อก็ถามแกก่อนว่า เลี้ยงยังไงครับท่านพี่ พี่เปี๊ยกก็อธิบายให้ฟังโดยสรุปเป็นอันว่าผมนั้น “ฟังแล้วรู้เรื่องครับ” และแล้วเรื่องราวของการเลี้ยงหม้อก็เกิดขึ้น จนกระทั่งปัจจุบัน เลี้ยงไปเลี้ยงมาก็บานพอสมควรครับ สรุปว่าชอบก็แล้วกัน

แหล่งกำเนิดหม้อข้าวหม้อแกงลิง
หม้อจะขึ้นอยู่ในเขตร้อนชื้นครับ พบมากที่มาเลเซีย อินโดนิเซีย ฟิลิปปินส์ ไทย ลาว เวียตนาม จีน(ฮ่องกง) ลามไปถึงอินเดีย ซึ่งมีขึ้นแค่ชนิดเดียว คือ N. khasiana ตัวนี้ติด Cites Appendix 1 ครับ ที่ศรีลังกาก็มีชนิดเดียวคือ N. distillatoria มีอีกตัวที่ติด Cites Appendix 1 คือ N. rajah ครับ แต่ 2 ชนิดนี้ปัจจุบันทำการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อได้บานตะไทแล้วครับ คิดว่าเค้าคงไม่ปล่อยให้สูญพันธุ์เป็นแน่แท้ นอกนั้นจะติด Cites Appendix 2 ทั้งหมด ต่อครับ ที่มาดากัสกา ก็มีบ้างครับ ดูภาพแหล่งกระจายพันธุ์ของหม้อข้าวหม้อแกงลิงครับ

แล้วเลี้ยงหม้อได้ทุกตัวเลยหรือไม่

ก็ต้องตอบตามแนวของผมคือ ถ้าคุณเลี้ยงในกรุงเทพด้วยสภาพอากาศปกติ ตอบตรงๆ ก็คือไม่ได้ทุกตัว เพราะหม้อจะแบ่งไว้ 2 ความสูงคือ low land (l/l) และ high land (h/l) หม้อ l/l จะขึ้นที่ระดับความสูงตั้งแต่ 0-1000 เมตร จากระดับน้ำทะเล ส่วนหม้อ h/l จะขึ้นที่ระดับความสูงตั้งแต่ 1000 เมตรขึ้นไป มีบางเนิร์สเซอรี่ แบ่งหม้อเป็นระดับ intermediat ด้วย คือพวกระดับลูกครึ่งครับ แต่ว่าผมจะไม่กล่าวถึง เพราะมันจะปวดหัวครับ แบ่งกันง่ายๆ ไปเลยคือ high กะ low เฉพาะที่กรุงเทพฯ ถ้าไม้ระดับ 700 เมตรขึ้นไปก็หืดขึ้นคอแล้วครับ และมี l/l บางตัวที่อยู่ l/l ก็จริงแต่ก็ระดับซุปเปอร์หืดครับ ก่อนซื้อต้องดูให้แน่ดูให้ชัด แต่ถ้าอยากลองขอบอกว่า “เล่นเลยเพ่ อย่ารอช้า” ทีนี้อาจจะสงสัยว่า เอ๊ะ…ก็หม้อมันขึ้นอยู่ในเขตร้อนชื้น (Tropical Zone) ทำไมต้องมี high กะ low ด้วย หลายท่านคงจะรู้จักภูเขาคินาบาลูนะครับ ที่มาเลเซียไงครับ ภูเขานี้มีความสูงไม่มากครับ สูงจากระดับน้ำทะเลแค่ 4,095 เมตรครับท่าน ยิ่งสูงยิ่งหนาว ถ้าไม่เชื่อต้องไปหาเพลงของพี่เต๋อ เรวัต พุทธินันท์ มาฟังนะครับ แล้วจะทราบ หม้อชนิดต่างๆ จะแยกย้ายกันขึ้นตั้งแต่ตีนเขา ยันยอดเขานะครับ ขออ้างภูเขานี้ที่เดียวพอ เพราะหม้อมันกระจายตัวอยู่ทั่วๆ ไปนั่นแหละในประเทศเค้า เหมือนผักบุ้งเลย สรุปสั้นๆ คือว่าดูว่าท่านอาศัยอยู่ที่ใด อุณหภูมิเท่าใด และความชื้นแค่ไหน อย่างเช่นมีนักเลี้ยงหม้อท่านนึงพักอาศัยที่ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ สูงจากระดับน้ำทะเล 1,100 เมตร อากาศเย็นสบาย เค้าก็เลี้ยงไม้ h/l ได้สบายครับ ลองปรับกันดู

หม้อข้าวหม้อแกงลิงกินแมลงอย่างไร
บางทีไปเดิน JJ ได้ยินคนที่ยืนดูหม้อคุยกัน คนหนึ่งเล่าให้อีกคนหนึ่งฟังว่า พอแมลงตกลงไปนะ ฝามันจะปิดปั๊บเลย โอ้ว..กำลังดูดกาแฟเย็นอยู่ เกือบพรวดออกมาแล้ว ไม่เลยครับ..พี่น้องฝามันมิได้ปิดหรอกครับ

ภาพบนซ้ายเรียกกันว่าหม้อล่าง (Lower pitcher)ส่วนภาพบนขวาเรียกว่าหม้อบน (Upper pitcher) N. Viking x bicacarata
มาดูกันที่รูปหม้อด้านบนเลยนะครับ ทรงหม้อจะยาวบ้างสั้นบ้างตามลักษณะทางพันธุกรรมของมัน ก็จะมีฝาปิด บางแบบก็ปิดแบบที่เห็นคือกันน้ำฝนได้บ้าง เป็นร่มให้แมลงได้บ้าง ก็แหมจะกินเค้าแล้วนี่ ก็บริการกันหน่อยสิ บางแบบฝาจะหงายไปทางด้านหลังก็มี ที่ขอบปาก + ใต้ฝา หรือที่เขี้ยว ก็จะผลิตน้ำหวานไว้ให้แมลงมารับประทานครับ เมื่อแมลงรับประทานเพลิน บางตัวก็พลัดตกลงไปในหม้อ ในหม้อเค้าจะผลิตน้ำย่อย ออกมาแล้วก็อาจมีน้ำฝนปนๆ อยู่บ้างครับ น้ำย่อยนะครับไม่ใช่น้ำกรด เมื่อแมลงตกลงไปก็จะจมน้ำตาย หรืออาจจะไต่ขึ้นมาไม่ได้ หลายๆ วันเข้าก็ตายไปเอง เมื่อตายแล้วน้ำย่อยก็จะทำการละลายเอาไนโตรเจนในตัวแมลงไปใช้งานครับ ดังนั้นหม้อจะรับทานเฉพาะสิ่งที่ตายแล้วเท่านั้นครับ..พี่น้อง ฝามันก็เปิดอยู่อย่างนั้นแหละ แค่นี้แหละครับ หลักการง่ายๆ

ความมหัศจรรย์ของหม้อ
สำหรับผม ตามหัวข้อเลยครับ เริ่มจากงอกใบใหม่ออกมา มีติ่งยื่นออกมาจากปลายใบ ค่อยๆ โตขึ้น อ้วนขึ้น จนกลายเป็นหม้อ เออว่ะ..แปลกดี ไม่ต้องลุ้นออกดอก ลุ้นออกหม้อนี่แหละ 1 ใบก็หนึ่งหม้อ ปลายใบเสียหายไม่มีการสร้างใหม่นะครับ เพราะหม้อคือส่วนหนึ่งของใบ หากเสีย, เหี่ยว, ขาด, หนอนกิน รอดูได้ที่ใบใหม่ ความเจ๋งก็อยู่ที่ทำไงให้มันออกหม้อได้ทุกใบ นั่นแหละคือความเสียวซ่านที่นักเลี้ยงหม้อแสวงหา

แล้วปลูกยังไงล่ะ
สำหรับผมมีเครื่องปลูกหลักๆ 3 ชนิดที่แนะนำคือ

ภาพซ้ายสุด กาบมะพร้าวสับ size เล็ก, ภาพกลาง ขุยมะพร้าว, ภาพขวามือ sphagnum moss สองตัวแรกหาซื้อไม่ยาก ตัวหลังสุดยากหน่อยนะ และควรแช่น้ำก่อนปลูกอย่างน้อย 1 ชั่วโมงขึ้นไป ส่วนตัวผมจะแช่ทิ้งเอาไว้เลย คือจะใช้เมื่อไหร่ก็พร้อมทันที ทั้ง 3 ตัวนี้จะใช้เดียวๆ ไปเลย หรือผสมอัตราส่วนเท่ากัน หรือมากน้อยตามใจท่านได้เลยครับ เป็นเครื่องปลูกที่ผมขอยืนยันว่าใช้เดี่ยวๆ ได้แน่ๆ ผสมกัน ก็ปลูกได้แน่ๆ ห้วนๆ แค่นี้เลยครับสำหรับเครื่องปลูก จริงๆ ก็มีหลายสูตรนะ ไว้ท่านเก่งๆ แล้วก็ไปลองเล่นเอาเองครับ

ชื้น แดด น้ำ และปุ๋ย
ถ้าจะเลี้ยงหม้อให้ออกหม้อ ผมขอย้ำว่าบริเวณที่เลี้ยงขอให้โดนแดดทั้งวันครับ เพราะถ้าแดดมากไป ยังหาวัตถุมาบังได้ แต่ถ้าน้อยไปจัดแดดมาเพิ่มลำบากครับ ส่วนความชื้นคงไม่ต้องซีเรียสเท่าไหร่ เพราะในบ้านเราพอมีความชื้นในอากาศอยู่แล้ว การให้น้ำก็รดวันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น ก็พอครับ บางต้นอาจหล่อน้ำไว้ก็ได้เช่นกัน ปุ๋ยก็จัดออสโมโคทสูตรเสมอ 14-14-14 หรือ 16-16-16 ก็ได้ หรืออาจใช้สูตรเร่งดอกก็ได้เหมือนกันครับ ใช้ครั้งละ 3-10 เม็ดก็พอ ตามขนาดของต้น การขยายพันธุ์ หม้อข้าวหม้อแกงลิง เป็นต้นไม้ที่ให้ดอกแบบไม่สมบูรณ์เพศ หมายควมว่าต้นไหนที่ออกดอกตัวผู้ก็จะเป็นตัวผู้ตลอดกาล ต้นไหนที่ออกดอกตัวเมีย ก็จะเป็นตัวเมียตลอดกาลเช่นกัน ถ้าคุณมีแต่ตัวผู้ หรือมีแต่ตัวเมีย แต่เพียงอย่างเดียว บอกได้เลยว่าจะผสมเกสรเพื่อให้ได้เมล็ดนั้น “แห้ว” ตลอดกาลเช่นกันครับพี่น้อง

ภาพบนซ้าย แสดงลักษณะของดอกตัวผู้ ส่วนภาพบนขวา แสดงลักษณะของดอกตัวเมีย

โดยประมาณในธรรมชาติจะมีต้นเพศเมียประมาณ 30% เท่านั้น และความมหัศจรรย์ก็น่าจะอยู่ที่ หากคุณเพาะไม้จากเมล็ด คุณจะได้หม้อแกงที่แปลกแตกต่างกันออกไปมากมายครับผม

wordpress stat

Advertisements