หน้าแรก > ปุ๋ยและยาบำรุงกับหม้อแสนรัก > ปุ๋ยและยาบำรุงกับหม้อข้าวหม้อแกงลิง

ปุ๋ยและยาบำรุงกับหม้อข้าวหม้อแกงลิง

5 เมษายน, 2009

เมื่อสมัยครั้งโบราณกาล ที่ผมได้เริ่มเลี้ยงหม้อใหม่ๆ ได้ยินเค้าร่ำลือกันว่า เลี้ยงไม้กินแมลงนั้น ไม่ต้องใส่ปุ๋ย ถ้าใส่แล้วจะตาย มาภายหลังเห็นชาวบ้านชาวเมืองเค้าใส่ปุ๋ยกัน ก็เลยใส่บ้าง เพราะกลัวไม่ทันสมัย อันที่จริงจะว่าไปแล้ว เจ้าเครื่องปลูกที่เราใช้กันนี้ไม่ค่อยมีธาตุอาหารที่เพียงพอนะ ใครจะไม่ใส่ปุ๋ยก็ได้ครับ แต่ถ้าอยากใส่ล่ะ เรามาดูกันว่าผมเคยใช้อะไรเป็นปุ๋ยและยาบำรุงให้กับหม้อแสนรักบ้าง

1. ใช้ฉี่ผสมน้ำ สำหรับฉี่นั้น ผมไม่มีภาพแสดง ถ้าไม่รู้จักฉี่นะ เอาไปเลย ค.ควาย ว.แหวน สระอา ย.ยักษ์ ผมขอมอบให้ด้วยความจริงใจ ผมใช้ฉี่ผสมจางๆ และสูตรนี้ผมใช้ตอนเริ่มปลูกเลี้ยงหม้อใหม่ๆ ผมเข้าใจว่าในฉี่น่าจะมียูเรียอยู่เยอะ ซึ่งเร่งใบดีมากๆ เนื่องจากใช้รดผักสวนครัวที่บ้านอยู่เป็นประจำ ปรากฏว่ารดไปรดมาอาการชักไม่ค่อยดี บางต้นพาลจะเน่า อาจจะเป็นเพราะว่าตอนนั้นผมใส่ดินเป็นส่วนผสมมากเกินไปซึ่งมันไม่ใช่ดินใบก้ามปูอีกต่างหาก เมื่อเห็นท่าไม่ดี ผมจึงนำหม้อแกงทั้งหมดมาล้างเครื่องปลูกออกหมด แล้วเปลี่ยนเครื่องปลูกใหม่ ปรากฏว่าอาการดีขึ้นเป็นลำดับครับ ผมเลิกใช้วิธีนี้ในที่สุด และขอย้ำว่า สำหรับฉี่มนุษย์นั้นผมว่าเหมาะที่สุดกับพืชผักสวนครัว ใช้รดจางๆ อาทิตย์ละครั้ง ใบจะเขียวขจี อีกทั้งประหยัดเงินค่าปุ๋ยด้วย ทุกวันนี้ที่บ้านยังคงใช้ฉี่ผสมน้ำกับพืชผักสวนครัวอยู่เสมอ

2. ใช้ปุ๋ย osmocote (ออสโมโคท) หน้าตาของเค้าแสดงไว้ในรูปด้านบน ปุ๋ยชนิดนี้เป็นปุ๋ยที่ถูกหุ้มโดยสารสังเคราะห์ เมื่อถูกน้ำจะค่อยๆ ปลดปล่อยธาตุอาหารออกมาช้าๆ ในอัตราที่ไม่ค่อยแน่นอน ปัจจุบันเป็นที่นิยมมาก เท่าที่เห็นขายๆ กันในท้องตลาดทั่วไปมีอยู่ 3 สูตรคือสูตรเสมอ 14-14-14 และ 16-16-16 อัตราการละลาย 3 เดือน ส่วนสูตรเร่งดอก 13-26-7 จะมีอัตราการละลายที่ 6 เดือน รักชอบสูตรไหนเชิญใช้ตามสบาย ใช้ได้หมดเลย แต่การให้ปุ๋ยหม้อแกงนะครับควรใช้ให้น้อย กว่าปกติ โรยลงไปสัก 5-15 เมล็ด (เห็นที่จตุจักร บางทีคุ้ยขึ้นมาเจอ ออสโมโคท เพียบเลยครับ เอ๊ะ…แต่ก็ไม่ตายนะ) ก็โรยลงไปในกระถางเลยนะครับ อีกแบบหนึ่งก็คือผมเคยลองเอาปุ๋ยที่ว่านี้ 1 เม็ด ใส่ลงไปในหม้อแกงที่ฝาเปิดแล้ว สูตรนี้เค้าลือกันว่ามันจะทำให้หม้อต่อไปใหญ่ ก็ลองมาแล้ว ก็ได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง เลยไม่อยากสรุปครับว่าได้ผลหรือไม่ วิธีนี้ใช้ไปใช้มาผมก็ลืมครับว่าใส่ลงในหม้อใบไหนมั่ง ในที่สุดก็เลิกใช้ไปครับ อีกวิธีหนึ่งก็คือนำปุ๋ยลงมาคลุกเคล้ากับเครื่องปลูกเลยครับ ก็ให้ผลดีเช่นกัน ลืมไปเลย 14-14-14 หมายถึง N-P-K นะครับ N=ไนโตรเจน P=ฟอสฟอรัส K=โปตัสเซียม หากพืชขาดไนโตรเจน จะมีอาการใบเล็กเหลือง ลำต้นแคระแกร็น แตกใบช้า ขาดมากๆ ถึงตาย ขาดฟอสฟอรัส รากไม่งามและอ่อนแอ ใบเหลืองเล็ก ลำต้นเล็ก ติดดอกยาก ขาดโปตัสเซียม จะมีผลถึงการออกดอกที่ไม่สมบูรณ์ ส่วนความถี่ในการให้ก็ตามอัตราการละลายนั่นเลย
3. เปลือกไข่ผสมน้ำ สูตรนี้ผมได้มาจากคุณมนุษย์งง (??? ใน thaicps หรือ !!! ใน nepenthessiam) โดยเอาเปลือกไข่มาผสมน้ำแล้วนำไปตากแดดไว้ แล้วก็เอามาฉีดๆๆๆๆ ครับ เค้าว่าเป็นยาบำรุง ส่วนบำรุงอะไรผมก็ไม่รู้ครับ ว่าในเปลือกไข่มันจะมีธาตุอะไรอยู่บ้าง สงสัยแคลเซี่ยมเยอะแน่ๆ เลย สูตรนี้บ้าอยู่พักนึง ไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงก็เลยเลิกไป
4. ใช้ ปุ๋ย EM เจ้า EM นี่ตัวเต็มมันคือ Effecttive MicroOrganism แต่ที่แน่ๆ มันทำมาจากน้ำตาลโมหลาด (กากน้ำตาลนั่นแหละ) หรือใช้น้ำตาลทรายแดงก็ได้ แล้วก็ใส่น้ำใส่ผักใส่หัวปลา หรืออะไรก็ได้ที่เค้าทำๆ กัน มันมีสูตรของมันนะว่าใส่อะไรจะให้ผลทางไหน ท่านก็ไปหาอ่านเอาเอง แต่ที่บ้านผม ผมใช้ผักที่ซื้อมาทานแล้วก็ใส่ๆ มันลงไป บางทีก็ผสมหัวปลาลงไปด้วย บางทีก็หอม บางทีก็ส่งกลิ่นไปทั่ว ถ้าน้ำตาลไม่พอ สูตรนี้ผมผสมน้ำรดแบบเจือจางมากๆ ผมรดอยู่พักนึง ไม่เห็นผลครับ หรือไม่ได้สังเกตก็ไม่รู้ก็เลยเลิกไปอีก ก็กลัวเหมือนกันครับว่าถ้ารดแบบต่อเนื่องกลัวมันจะตาย ฮ่ะๆๆ
ข้อมูลกลุ่มสีม่วงด้านล่างทั้งหมดนี้ ผมได้ save มาจาก web แห่งหนึ่ง ซึ่งนานมากแล้ว และไม่ได้เก็บ reference ไว้เลย ดังนั้นหากใครเป็นเจ้าของ ผมขออนุญาตินำมาลงไว้ ณ ที่นี้เลยนะครับ เพื่อเป็นความรู้กับผู้อ่านทุกๆ ท่านครับ ขอบพระคุณมากครับ
EM ย่อมาจาก Effecttive MicroOrganism ถูกคิดค้นครั้งแรกในญี่ปุ่นโดย ศ. ดร.เทรูโอะ ฮิงะ นักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญสาขาพืชสวน มหาวิทยาลัยริวกิว เมืองโอกินาวา ประเทศญี่ปุ่น EM เป็นของเหลวสีน้ำตาล กลิ่นหอมอมเปรี้ยวอมหวาน เกิดจากการทำงานของกลุ่มจุลอินทรีย์ต่างๆ EM เป็นกลุ่มจุลอินทรีที่มีชีวิตจึงไม่สามารถใช้ร่วมกับสารเคมีหรือยาปฏิชีวนะและยาฆ่าเชื้อต่างๆได้ EM ไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตเช่น คน สัตว์ พืช ซึ่งได้รับการรับรองจากญี่ปุ่น อเมริกา และเยอรมันแล้วถึงความปลอดภัย ปัจจุบัน EM ได้รับความนิยมขยายไปสู่ชาวโลก เนื่องจากเป็นจุลอินทรีย์ที่ไม่มีพิษภัย มีแต่ประโยชน์ถ้าสามารถนำไปใช้ได้อย่างถูกต้อง และมุ่งเน้นการไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ทำให้การขยายการใช้ EM ไปสู่เกษตรกรและองค์กรทั่วโลกแล้วกว่า 30 ประเทศ อาทิ International Nature Farming Reserch Center Movement (INFRC) JAPAN, EM Research Organization (EMRO) JAPAN, International Federation of Agriculture Movement (IFOAM) GERMANY เป็นต้น และ California Certified Organics Farmers ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยเกษตรธรรมชาติได้ให้คำรับรองเมื่อ ค.ศ.1993 ว่าเป็นวัสดุประเภทจุลอินทรีย์ (Microbial Innoculant) ที่ปลอดภัยและได้ผลจริง 100% EM เกิดจากการรวบรวมจุลอินทรีย์ที่มีประโยชน์ 5 กลุ่มใหญ่ๆ เข้าด้วยกันคือ
กลุ่มที่ 1 เป็นกลุ่มจุลอินทรีย์เชื้อราที่มีเส้นใย ทำหน้าที่เป็นตัวเร่งการย่อยสลายอินทรีย์สาร สามารถทำงานได้ดีในสภาพที่มีออกซิเจน มีประโยชน์ในการทำให้ดินบริสุทธิ์ปราศจากเชื้อโรค
กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มจุลอินทรีย์สังเคราะห์แสง ทำหน้าที่สังเคราะห์สารอินทรีย์ให้แก่ดิน เช่น กรดอะมิโน น้ำตาล วิตามิน ฮอร์โมน เพิ่มประสิทธิภาพความสมบรูณ์ให้แก่ดิน รวมทั้งสามารถบำบัดมลพิษในน้ำเสียที่เกิดจากสิ่งแวดล้อมเป็นพิษต่างๆ
กลุ่มที่ 3 เป็นจุลอินทรีย์ที่ใช้ในการหมัก ทำหน้าที่เป็นตัวทำให้ดินเปลี่ยนสภาพต้านทานโรคเข้าสู่วงจรการย่อยสลายแบบหมักและแบบสังเคราะห์ เป็นหัวเชื้อในการผลิตปุ๋ยหมัก
กลุ่มที่ 4 เป็นจุลอินทรีย์ตรึงธาตุไนโตรเจน มีทั้งพวกที่เป็นสาหร่ายและพวกแบคทีเรีย ทำหน้าที่ตรึงก๊าซไนโตรเจนจากอากาศสู่ดิน
กลุ่มที่ 5 เป็นจุลอินทรีย์ที่สร้างกรดแลคติด ซึ่งมีประสิทธิภาพในการต่อต้านเชื้อราและแบคทีเรียที่เป็นโทษจุลอินทรีย์พวกนี้ส่วนใหญ่เป็นพวกไม่ต้องการอากาศ
ข้อสังเกต EM ปกติจะมีกลิ่นหอมอมเปรี้ยวอมหวาน ถ้าเสียแล้วจะมีกลิ่นเน่าเหมือนกลิ่นจากท่อน้ำทิ้งเก่าๆ แต่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในด้านอื่นอีก (EM ที่เสียใช้ผสมน้ำรดกำจัดวัชพืช หรือยับยั้งการเจริญเติบโตของพืชได้) กรณีที่เก็บไว้หลายๆวันโดยไม่มีการเคลื่อนไหวในภาชนะจะมี ฝ้าขาวเหนือผิวน้ำ นั่นคือการทำงานของ EM ที่พักตัว เมื่อเขย่าแล้วทิ้งไว้ชั่วขณะ ฝ้าสีขาวจะสลายตัวกลับไปอยู่ใน EM เหมือนเดิม เมื่อนำ EM ไปขยายเชื้อในน้ำผสมกากน้ำตาล น้ำนม น้ำผลไม้ EM จะมีกลิ่นหอมและเป็นฟองขาวๆ ภายใน 2 – 3 วัน (หาก EM มีกลิ่นเหม็นแสดงว่า การขยายไม่สำเร็จ) EM ที่ขยายควรใช้ให้หมดภายใน 1 – 2 สัปดาห์ และเมื่อใช้แต่ละครั้งควรปิดฝาให้แน่นและเก็บไว้ในที่ที่ไม่โดนแสง เพราะจุลอินทรีย์ EM ส่วนใหญ่ไม่ต้องการอากาศ ก่อนการใช้งานทุกครั้งต้องตรวจดูก่อนว่ายังมีกลิ่นหอมอมเปรี้ยวอมหวานหรือไม่ ถ้ามีแสดงว่า EM ยังใช้ได้อยู่
การเก็บรักษา EM
1. หัวเชื้อ EM สามารถเก็บรักษาไว้ได้ประมาณ 1 เดือน ในอุณหภูมิห้องโดยปิดฝาให้สนิท อย่าให้อากาศเข้า อย่าตั้งทิ้งไว้ให้โดนแสงแดดที่ร้อนและอย่าเก็บไว้ในตู้เย็น
2. ทุกครั้งที่ใช้ต้องรีบปิดฝาให้สนิท
3. การขยาย EM ควรใช้ภาชนะ และน้ำสะอาดที่ไม่มีคลอรีนและควรใช้ EM ที่ขยายแล้วให้หมดภายในเวลาที่เหมาะสม
5. ใช้ปุ๋ยปลา ผมใช้ 2 แบบ คือแบบแรกผมใช้ปุ๋ยปลาสำเร็จรูปที่เค้าบรรจุขายในขวด ขนาดเท่าขวดลิโพฯ โดยผมใช้ปุ๋ยปลา 1 ซีซี ต่อน้ำ 1 ลิตร ฉีดครับ ฉีดเข้าไป ปรากฏว่าเหมือนกับว่าใบหม้อแกงมันจะมันเงาอย่างแรง ไม่รู้ว่ามันได้ผลหรือเปล่า แต่ว่าหม้อบางชนิด หม้อไหม้ไปเลยครับ แล้วเหี่ยวไปเลยในวันนั้น ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจ ในเดือนถัดมาจึงลองดูอีกปรากฏว่าอาการเดิมครับ เลยเลิกไป และด้วยเหตุผลที่ว่าขวดเล็กๆ แบบนี้ ราคา 25 บาท คิดดูแล้วไม่คุ้ม ผมจึงเลิกใช้ครับ วิธีนี้เซียนบางท่าน(ขอสงวนนาม) บอกผมว่าสูตรนี้ใช้แล้วใบจะเรียวยาวกว่าปกติ หม้อจะใหญ่โตมากมาย ฮ่ะๆๆ ไม่รู้จริงแท้แค่ไหน ในที่สุดผมก็ใช้แค่ 2 ครั้ง ก็เลิกไปครับ กลัวครับกลัว ปัจจุบัน ผมใช้ปุ๋ยปลาที่ทำขายในแบบ 1 แกลลอน เป็นของ USA ครับ แกลลอนละ 480.- บาท ตอนนี้ราคาคงขึ้นแหละครับ
หน้าตาของปุ๋ยปลา จะเป็นน้ำสีน้ำตาลเหนียวหนืด เนื่องจากมีความเข้มข้นสูงมาก มีกลิ่นคาวที่รุนแรง และอาจส่งกลิ่นไปยังบ้านข้างๆ (ประมาณครึ่งวัน) แต่ประสิทธิภาพกับต้นไม้นั้นเหลือเฟือ ดังนั้นก่อนใช้ ต้องคิดให้ดีและคิดให้หนักว่าจะไม่ทะเลาะกับเพื่อนบ้านนะจ๊ะ
ส่วนภาพบนคือบัวรดน้ำคู่ใจในปริมาตร 3 ลิตร ที่ใช้ในการผสมปุ๋ยครับ ผมใช้ปุ๋ยปลาในอัตรา 1 ส่วน 4 ฝาขวดชาโออิชิ ต่อ 1 บัวรดน้ำครับ ความถี่ในการให้ปุ๋ยของผมคืออาทิตย์ละครั้ง หรือถ้าไม่ว่างก็ 2 อาทิตย์ครั้งก็ได้ครับ ไม่ได้ใช้ตามฉลากข้างขวด เพราะถือหลักว่าใช้น้อยไว้ก่อนปลอดภัยครับ หม้อผมราคาแพงครับ ใช้มากถึงตายนะครับ จะบอกให้
ข้อควรระวังของปุ๋ยปลา เก็บไว้อย่าให้โดนแดด, ปิดฝาให้สนิทเมื่อใช้เสร็จ, ผสมแล้วให้ใช้ให้หมด อย่าค้างไว้ เพราะกลิ่นคาวจะกลายเป็นกลิ่นเหม็นเน่าอย่างแรง ในช่วงเวลาข้ามคืน, ระวังจะมีปัญหาทะเลาะกันในเรื่องของกลิ่นกับคนในบ้านและกับเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะเพื่อนบ้านที่มันดุๆ คุณอาจเสียชีวิตเลยก็ได้, กลิ่นคาวปลาจะกวนท่านประมาณ 3-6 ชั่วโมง แต่ถ้าลมดี ปัญหาจะน้อยลง และจงอย่าใช้เกินขนาด ไม่งั้นหม้อคุณลงนรกแน่นอน
6. ปุ๋ยเกล็ดละลายน้ำ ก็จัดเป็นปุ๋ยเคมีที่ก่อนใช้ต้องนำมาละลายน้ำก่อน ใช้ส่วนผสมในอัตรากึ่งหนึ่งของที่ระบุไว้ก็พอ ตัวนี้เป็นปุ๋ยเร่งดอกครับ (ตามภาพด้านบน) สูตร 16-27-21 ไม่แน่ใจว่าสูตรเสมอจะมีจำหน่ายหรือไม่ แต่ปุ๋ยนี้ ผมจะใช้กับไม้ที่แขวนไว้ในโรงแขวน ที่ให้น้ำโดยระบบให้น้ำอัตรโนมัติ โดยผสมลงไปในถังเก็บน้ำเลย เพราะเป็นการให้ปุ๋ยได้ทั่วถึงที่สุดแล้วครับ สำหรับการแขวนไม้ในโรงแขวน เพราะการที่ท่านปีนขึ้นไปใส่ปุ๋ย osmocote หรือรดปุ๋ยปลานั้น มันอาจทำให้ท่านไดรับบาดเจ็บจากการล้มหัวฟาด หรือตกจากที่สูงแล้วแข้งขาหักได้ ท่านอาจประยุกต์ใช้แทนปุ๋ยปลาก็ได้ครับ ความถี่ในการให้ปุ๋ยอาทิตย์ละครั้งก็เพียงพอ
7. เกอมาร์ บีเอ็ม 86 (GOEMAR BM 86) ตัวนี้ผมจัดเป็นยาบำรุงหรืออาหารเสริมครับ ไม่อยากเรียกเลยว่าเป็นปุ๋ย เพราะวิตามินนั้นมาแบบเต็มๆ เมื่อก่อนผมไม่รู้จักเจ้านี่เลย แต่ว่าวันนึงมีพี่ท่านนึง บอกมาว่าให้ใช้ “เกอมาร์” ผสมกับ Start b1 แล้วรด แล้วยอดจะงอกเร็วสุดขีด ผมได้ยินแล้วก็ขำแล้วบอกว่า อะไรนะพี่ เกอมาร์ เหรอ ไม่เคยได้ยินว่ะ พี่เค้าบอก “เออ..ใช่ เกอมาร์ หูท่านตึงรึไง” ด้วยความเกรงใจผมก็ไม่กล้าถามต่อ แต่ผมจะจำไว้ ฮึ่ม..และแล้ววันหนึ่ง ผมก็ได้มาสวนจตุจักร และผมก็เดินไปร้านที่ผมซื้อ perlite, peatmoss,vermiculite ถุงเล็กๆ เป็นประจำ (ผมไม่บอกชื่อร้านนะครับ เพราะใบ้ให้ถึงขนาดนี้แล้วถ้ายังไม่รู้อีก อย่าใช้เลยครับ) พร้อมกับถามด้วยเสียงค่อยๆ ว่า “ป้าครับมีเกอมาร์มั้ยครับ” ป้าแกก็ไม่ค่อยได้ยิน “ตอบกลับมาว่า จะซื้อซีม่าน่ะ ไปร้านขายยาเลยไป” อ้ะนะ…เลยเถิดครับ ป้าแกบอกว่ามีครับ มีขายใน 3 ขนาดคือขนาดเล็กสุดกี่ c.c. จำไม่ได้แล้ว ขนาดครึ่งลิตร และ 1 ลิตร ซื้อมาขวดนึงครับ เจ้าเกอมาร์ เป็นผลิตภัณฑ์ของฝรั่งเศสครับ สกัดจากสาหร่ายทะเล Ascophylum nodosum ซึ่งผมอ่านธาตุอาหารจากข้างกล่องแล้ว อืม..สุดยอดครับ อยากรู้ใช่ไหมครับ ว่ามันมีธาตุอาหารอะไรมั่ง คุณก็ไปซื้อมาอ่านเอาเองสิครับ ฮ่ะๆๆ

หลังจากที่ผมอ่านวิธีใช้จนเข้าใจแล้ว ผมก็เริ่มดำเนินการทันที โดยผมใช้เกอมาร์ 1 ซีซี และใส่ start b1 ลงไปนิดหน่อย (เจ้าตัว start b1 นี่ผมใช้ผสมอยู่ 2-3 ครั้ง ครับ เนื่องจากนึกได้ว่าจริงๆ แล้วเจ้าเกอมาร์ก็มี b1 อยู่แล้ว จะผสมเข้าไปอีกทำไม แน่ะ…แสดงความเป็นไอ้ทุยออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน) อ้ะ..สรุปเลยครับ ใช้เกอมาร์ 1 ซีซี หรือครึ่งฝาขวดชาโออิชิก็ได้ ผสมน้ำ 3 ลิตร โดยประมาณ ใครอยากใช้มากหรือน้อยกว่านี้เชิญท่านลองกันเอาเอง แล้วรดอาทิตย์ละครั้ง หลังจากรดไปได้ 4 ครั้งคุณจะเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจนโดยใบใหม่ที่โผล่ออกมา โอ้ว…แม่ยาย ผีตายทั้งกลม มันใหญ่มากๆ เอาเป็นว่าใหญ่กว่าเดิมก็แล้วกัน และหลังจากหยุดรดไปแล้วต้นไม้ไม่เกิดอาการช็อคแต่อย่างใดครับ
นี่เลยครับ หลังจากโดนเจ้า เกอมาร์แสดงอิทธิฤทธิ์ มันก็เป็นแบบนี้ โอ…แม่เจ้า มันอะไรกันวะนี่ แต่ใช่ว่าจะมีแต่ข้อดีนะครับ ข้อเสียข้อแรกคือใบหม้อแกงมันจะหงิกๆ บิดๆ ไปมา ไม่สวย คือแบบว่าดูรู้เลยว่าโดนปุ๋ย ข้อเสียที่ร้ายแรงที่สุดก็คือ มันจะส่งผลให้ต้นหม้อแกงอันเป็นที่รักของคุณไม่ผลิตหม้อเลยครับ หากใช้ในปริมาณที่มากเกินไป บางต้นผลิตบ้างแต่หม้อเล็กกว่าเดิม ดังนั้นถ้าคุณจะใช้เจ้านี่ คุณต้องทำใจด้วย
ปิดท้ายกับเกร็ดความรู้เล็กๆ น้อยๆ เรื่องปุ๋ย ที่ผมตั้งคำถามไว้ใน Web board แล้วป๊อบ ภัทราวุธ โสภา เข้ามาตอบไว้ครับ
คำถาม : เรื่องของเรื่องคือ ผมใช้ปุ๋ยปลา ดังที่แสดงไว้ตามภาพด้านบน ที่ข้างแกลลอนเขียนสูตรว่า 5-2-2 ลงมาดูข้างล่าง เค้าอธิบายไว้ว่าอย่างนี้ ที่สงสัยก็คือ เมื่อเทียบกับ osmocote 14-14-14 ทำไมอานุภาพของปุ๋ยปลาซึ่งมีสูตรเพียงแค่ 5-2-2 ถึงได้รุนแรงมากมายนัก ช่วยทำให้ผมกระจ่างทีครับ ?
คำตอบ : ผมไม่รู้ว่าพี่จะถามใครนะครับ แต่เจอกระทู้อย่างนี้แล้วชอบ ไอ้ให้แสดงความเห็นเนี่ย ผมขอแจมนะครับท่านพี่
ความแตกต่างหลักของปุ๋ยปลากับปุ๋ยออสโมโคตเลย ผมว่ามันคือองค์ประกอบที่อยู่ข้างในน่ะครับ ปุ๋ยตัวหลังเนี่ย มันคือการนำธาตุบางตัวซึ่งสลายให้ N P K ได้เร็วมาเป็นส่วนผสม และอย่างที่ทราบกันว่าธาตุ 3 ตัวนี้เป็น Macronutrient พบมากในส่วนประกอบต่างๆของพืช (ผมเคยเขียนไปนานแล้วอ่ะครับ) ซึ่งตัวที่เขาใช้ปล่อยให้ธาตุทั้ง 3 มันมีอยู่ไม่กี่ตัว N เนี่ยเขาว่ามันให้โดยตรงได้เลย ส่วน P จะต้องให้ในรูป P2O5 (Phosphoric anhydride) และ K ให้ในรูป K2O (Potassium oxide ) (เป็นสูตรเคมีนะครับ ต้องเขียนมีตัวห้อย) และจากสูตรที่ให้ อย่างเช่นที่ท่านพี่ บอกมาว่าสูตร 14-14-14 แสดงว่ามี N 14% นั่นคือถ้าใช้ osmocote สูตรนี้ 100 กรัม มันจะปล่อย N ให้เรา 14 กรัม ในรูป N โดยตรง ส่วน P และ K ถ้าจะหาค่าโดยตรงมันต้องมีสูตรเนื่องจากสารทั้งคู่อยู่ในรูปสารประกอบอย่างที่เขียนมา สูตรที่ว่าคือ % ของ P = 0.436 x [P2O5] ส่วน K มีสูตรคือ % ของ K = 0.83 x [K2O] ดังนั้นจากข้างกล่องที่เขียนมาว่ามี P และ K ทั้งหมดอย่างละ 14 มันจึงมี P = 0.436 x 14 = 6.104 และ K = 0.83 x 14 = 11.62 แสดงว่าค่า P และ K จริงๆจากปุ๋ยสูตรเสมอ 14 นี้มี P และ K จริงๆแค่ 6% และ 11.6% ตามลำดับ และอย่างที่ผมเน้นว่า ทั้ง P และ K รวมทั้ง N นี้มีอยู่ในรูปเดียว (N ตรงๆ แต่ P ในรูป P2O5 ส่วน K ในรูป K2O) ทำให้ผมคิดว่าปุ๋ย osmocote หรือปุ๋ยเคมีนี้ปล่อยธาตุแค่ 3 ตัว ในรูปแบบที่ตายตัวอย่างที่เขียนไป (ธาตุตัวที่เขียนไปอย่าง P2O5 และ K2O เป็นรูปยอดนิยมที่ใช้ในการผลิตปุ๋ย) แต่เมื่อมาดูการผลิตปุ๋ยปลา คือการเอาตัวปลามาหมักในน้ำหมักชีวภาพ ทำให้ส่วนประกอบต่างๆของตัวปลาสลายลงให้ได้ธาตุหรือสารประกอบต่างๆ ในหลักการของสิ่งมีชีวิต ตัวสิ่งมีชีวิตคือก้อนสารเคมี สิ่งมีชีวิตทุกชนิดล้วนประกอบด้วยเซลล์ซึ่งทำงานร่วมกัน หรืออาจจะเป็นสิ่งมีชีวิตที่ดำรงชีพอยู่ได้ด้วยเซลล์เดียว เซลล์นั้นประกอบสารเคมีต่างๆมารวมตัวกัน มีการทำงานอย่างเป็นระบบและมีแบบแผนที่แน่นอน เมื่อวิเคราะห์ส่วนประกอบต่างๆของเซลล์จะพบว่า เซลล์ของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดประกอบด้วยสารเคมีพื้นฐานคล้ายๆกัน และยังแบ่งธาตุออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ที่พบมาก (ธาตุที่พบมาก (Major Element) เช่น Oxygen, Carbon, Hydrogen, Nitrogen เป็นธาตุอโลหะที่พบมาก Calcium, Sodium เป็นธาตุโลหะที่พบมาก เป็นต้น) และพบน้อย (ธาตุที่พบน้อย (Minor Element หรือ Trace Element) เช่น Manganese, Cobalt, Copper และ Zinc เป็นต้น) ตรงนี้เองที่ผมคิดว่าในปุ๋ยปลามีความสมบูรณ์ของสารอาหารชนิดต่างๆมากกว่า เพราะเหมือนเอาก้อนสารเคมีที่มีส่วนผสมต่างๆมากมาย มาสลายรวมกัน แม้ว่าจากข้างขวดพี่ท่านพบว่ามี N P K แค่ 5% 2% และ 2% ตามลำดับ แต่ถ้าสังเกตดีๆ จะพบว่าเขาเขียนไว้ว่า Organic Nitrogen, Organic Phosphorus และ Organic Potassium นั่นคือสารประกอบอินทรีย์ที่พืชเอาไปใช้ได้และสิ่งมีชีวิตผลิตขึ้นมาได้ เอาง่ายๆแค่ Nitrogen ก็มีตั้งหลายแบบแล้ว ทั้ง Ammonia (NH3), Nitrate (NO3), Potassium nitrate (KNO3), Calcium nitrate (Ca(NO3)2), Ammonium sulfate ((NH4)2SO4), Ammonium nitrate (NH4NO3), Diammonium anhydride ((NH4)2HPO4 ส่วน Phosphorus ในรูปของสารอินทรีย์ที่พืชเอาไปใช้ได้ Phosphoric anhydride (P2O5), Phosphate (PO4), Monopotassium phosphate (KH2PO4)), Diammoniums phosphate ((NH4)2 HPO4), Phosphoric acid (H3PO4) ส่วน Potassium ในรูปของสารอินทรีย์ที่พืชเอาไปใช้ได้ Potash (K20), Potassium nitrate (KNO3), Monopotassium phosphate (KH2PO4), Potassium chloride (KCl), Potassium sulfate (K2SO4)
จะเห็นได้ว่ามีทางเลือกให้พืชเลือกใช้ N P K ได้หลายทาง แล้วยิ่งถ้าพืชต้องการตัวใดตัวหนึ่งเจาะจงเป็นพิเศษ ซึ่งนั่นขึ้นอยู่กับชนิด (Species) ของพืชนั้นๆ มันก็มีทางเลือกให้ใช้ได้ อย่างเช่น ถ้า พืชไม่ชอบ K2O แต่ถ้าใช้ปุ๋ยปลามันก็มีทางเลือก มากมายที่มันจะดึงมาใช้ได้ แต่ผมไม่ได้หมายความว่าในปุ๋ยปลาจะมีครบทั้งหมดนะครับ และปริมาณเท่าไหรก็ไม่ทราบเพราะเนื่องจากเป็นปุ๋ยชีวภาพ แค่บอกว่าพวกสารประกอบที่ยกตัวอย่างข้างต้นมีความเป็นไปได้ที่จะพบในปุ๋ยปลา และสารประกอบที่ผมยอกตัวอย่างไปนั้น เป็นรูปต่างๆของ N P K ที่พืชเอาไปใช้ได้ และสิ่งมีชีวิตผลิตได้ ซึ่งที่เขียนมายาวมาก ยังไม่รวมพวก Micronutrient ที่พบในปุ๋ยปลา อย่าลืมนะครับ ปลาเป็นสิ่งมีชีวิต มี Micronutrient ที่ควบคุมกิจกรรมต่างๆในตัวปลาเอง และส่วนใหญ่ Micronutrient พวกนี้ก็มักจะเป็นพวก Coenzyme ต่างๆช่วยในการทำงานของพวก Enzyme บางชนิด ซึ่งพืชแต่ละตัวก็ต้องการ Micronutrient ในปริมาณที่ไม่เท่ากัน ดังนั้นเมื่อรดต้นไม้ มันเหมือนเราราดอาหารที่สมบูรณ์มาก แล้วให้ต้นไม้เลือกใช้ แต่การรดปุ๋ย N P K มันเหมือนรดตัวพื้นฐานให้ครับ ดังนั้นตรงนี้ผมว่านี่เป็นผลดีอย่างหนึ่งของปุ๋ยปลา เขียนมายืดยาว เริ่มงงเอง ใครมีไอเดียยังไงก็ช่วยแสดงความเห็นนะครับ แล้วนี่คือข้อดีข้อเสียของปุ๋ย 2 ชนิดที่ไปเจอมาในเน๊ตครับ ลองอ่านดูนะครับ
ปุ๋ย แบ่งออกเป็น 2 ชนิด
1. ปุ๋ยอินทรีย์
2. ปุ๋ยเคมี
1. ปุ๋ยอินทรีย์ (Organic Fertilizer) คือ ปุ๋ยที่ได้จากอินทรีย์สารซึ่งผลิตขึ้นโดยกรรมวิธีต่างๆ และจะเป็นประโยชน์ต่อพืชก็ต้องผ่านขบวนการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ทางชีวภาพเสียก่อน
ข้อดีของปุ๋ยอินทรีย์
1. ช่วยปรับปรุงดินให้ดีขึ้น โดยเฉพาะคุณสมบัติทางกายภาพเช่น ความโปร่ง ความร่วนซุย การอุ้มน้ำ
2. อยู่ในดินได้นานและค่อย ๆ ปลดปล่อยธาตุอาหารพืชอย่างช้า ๆ จึงมีโอกาสสูญเสีย น้อยกว่าปุ๋ยเคมี
3. เมื่อใส่ร่วมกับปุ๋ยเคมี จะส่งเสริมปุ๋ยเคมีให้เป็นประโยชน์แก่พืชอย่างมีประสิทธิภาพ มีธาตุอาหารรอง – เสริม อยู่เกือบครบถ้วนตามความต้องการของพืช
4. ส่งเสริมให้จุลชีพในดินโดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกที่มีประโยชน์ต่อการบำรุงดิน
5. ช่วยดักจับอนุภาคธาตุอาหารต่างๆให้อยู่ได้นานขึ้น ทั้งในดินเดิมๆและจากปุ๋ยเคมี
ข้อจำกัดของปุ๋ยอินทรีย์
1. มีปริมาณธาตุอาหารพืชต่ำ
2. ใช้เวลานานกว่าปุ๋ยเคมี ที่จะปลดปล่อยธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์ให้แก่พืช
3. ราคาแพงกว่าปุ๋ยเคมี เมื่อคิดเทียบในแง่ราคาต่อหน่วยน้ำหนักของธาตุอาหารพืช
4. หายาก พิจารณาในด้านเมื่อต้องการใช้เป็นปริมาณมาก
5. ถ้าใส่สารอินทรีย์มากเกินไป เมื่อเกิดการชะล้างจะทำให้เกิดการสะสมของไนเตรท
6. การใช้สารอินทรีย์ที่สลายตัวยาก เช่น ขี้เลื่อย จะทำให้เกิดการหมักในสภาพไร้ออกซิเจน ทำให้อุณหภูมิสูงมาก
7. มูลสัตว์ที่ไม่ผ่านการหมักหรือการฆ่าเชื้อด้วยความร้อนก่อนจะมีโรค แมลงศัตรูพืช วัชพืช
8. ปุ๋ยอินทรีย์สลายตัวอยาก เช่น ขี้เลื่อย จุลินทรีย์จะแย่งไนโตรเจนในดินไปใช้ในขบวนการย่อย
9. ปุ๋ยอินทรีย์จากมูลสัตว์และวัสดุเหลือทิ้งจากโรงงาน ส่งกลิ่นเหม็นไม่เป็นที่จูงใจผู้ใช้และสกปรก
10. การใช้ปุ๋ยอินทรีย์จากของเหลือทิ้งจากท่อระบายน้ำโสโครก มีการปนเปื้อนของโลหะหนัก เช่น ตะกั่ว ปรอท
11. การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ที่ยังสลายตัวไม่เต็มที่หรือยังอยู่ระหว่างการย่อยสลายจะทำให้เกิดความร้อน
12. ต้องใช้ค่าใช้จ่ายในการขนย้ายและการใส่มากกว่า
2. ปุ๋ยเคมี ให้ธาตุอาหารหลักแก่พืช ( N, P , K ) สูญสลายได้ง่าย แต่สะดวกและราคาถูกว่าปุ๋ยอินทรีย์เมื่อคิด%ที่เท่ากัน เบาแรง เก็บรักษาขนย้ายได้ง่าย ควบคุมปริมาณธาตุอาหารที่ต้องการใช้ได้แม่นยำ
ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยเคมี ไม่สามารถใช้แทนกันได้ ต้องใช้ร่วมกัน
หลังจากที่ท่านได้อ่านเรื่องปุ๋ยจบแล้ว หวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านๆ คงจะนำไปปรับใช้งานจริงได้นะครับ ภาคปฏิบัติของผม ยังไงๆ มันก็แค่ภาคทฤษฎีของท่านเท่านั้นเอง ถ้าอยากเห็นผลท่านต้องลองด้วยตัวท่านเองครับ
About these ads
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: